โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ (ปฐมวัย)

เมื่อลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ

วันที่ 05 ส.ค. 2560
ผู้เข้าชม : 242

เมื่อลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ

“ในยุคปัจจุบันนี้ถ้าเด็กไม่อ่านหนังสือจะเป็นอย่างไร?”
 
แม้สมัยนี้จะเป็นโลกแห่งเทคโนโลยีและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ในรูปแบบต่างๆที่หลากหลายมากกว่าการอ่านในหนังสือ แต่ถึงกระนั้น การอ่านยังคงมีความสำคัญต่อเด็กทั้งในเรื่องของการพัฒนาความคิด สติปัญญาให้กับเด็กและในเรื่องของการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นผมได้วิเคราะห์และประมวลความสำคัญของการอ่าน พบว่า…
 
การอ่านช่วยฝึกคิดจินตนาการ การอ่านเป็นการสื่อภาษาด้วยตัวหนังสือทำให้ต้องมีการแปลเป็นภาพ เป็นการบริหารสมอง เพราะต้องมีการใช้ความคิดจินตนาการตามสิ่งที่ผู้เขียนได้สื่ออกมาอันจะช่วยก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่อสิ่งที่ได้อ่าน 
 
การอ่านช่วยฝึกคิดเป็นระบบ การอ่านเป็นการเรียนรู้คำต่างๆทำให้มีการจัดระเบียบความคิด และพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุมีผลการอ่านจะช่วยให้เด็กมีระบบความคิดที่ดีซึ่งจะส่งผลดี ทั้งในด้านการสื่อสารของเด็กเด็กจะสามารถถ่ายทอดความคิดด้านการพูดและการเขียนออกมาได้อย่างเป็นระบบและในด้านการกระทำที่เป็นระบบระเบียบ
 
การอ่านช่วยฝึกสมาธิ การอ่านช่วยให้เด็กจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือได้เป็นเวลานานซึ่งจะช่วยฝึกให้เด็กมีสมาธิและมีความอดทนในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
 
การอ่านช่วยให้สามารถเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น เด็กจำเป็นต้องได้รับความรู้จากการอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ลึกซึ้งสมกับวัยที่เติบโตขึ้นเนื่องจากการอ่านยังคงเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ที่ทรงพลังข้อมูลความรู้ที่เก็บอยู่ในรูปตัวอักษรนั้นยังคงเป็นรูปแบบเดียวที่มีจำนวนมากที่สุดและลึกซึ้งมากที่สุดเมื่อเทียบกับสื่ออื่นที่ยังมีข้อจำกัดในการรับรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือตำราต่างๆ นับเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาตนเอง
 
ดังนั้นหากเด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ ย่อมเท่ากับเป็นการปิดกั้นการพัฒนาความคิด สติปัญญาปิดกั้นมิให้ตนเองได้รับความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้น เด็กที่ไม่ชอบอ่านหนังสือแม้ว่าจะได้รับการศึกษาตามระบบและสอบผ่านมาได้แต่เมื่อเติบโตขึ้นเขาจะเหมือนคนที่ขาดความรู้ ขาดความคิดที่ลึกซึ้งไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันโลกที่แข่งขันด้วยความรู้ในอนาคตได้
 
คำถามต่อไปคือ หากลูกเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ เราจะทำอย่างไร?
 
ในสมัยที่สื่อต่างๆมีอิทธิพลดึงดูดเด็กๆ ได้มากกว่าการอ่านหนังสือ ส่งผลให้พ่อแม่จำนวนไม่น้อยต้องประสบปัญหาลูกไม่ชอบอ่านหนังสือไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือเลือกอ่านเฉพาะการ์ตูนเท่านั้น และชอบที่จะดูรายการโทรทัศน์เล่นเกมอินเทอร์เน็ต รวมทั้งชอบรับสื่ออื่นๆ ที่น่าสนุกสนานดึงดูดมากกว่าซึ่งครอบครัวที่ไม่ได้ปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านตังแต่เล็กจะประสบปัญหานี้มากกว่าและพบว่า แม้จะใช้วิธีการทั้งขู่ ทั้งจูงใจ แต่ยากที่จะให้เด็กกลับมาสนใจการอ่านจนหลายครอบครัวต้องปล่อยเลยตามเลย
 
อย่างไรก็ตามหากเรารักลูกและปรารถนาดีต่อเขา เราต้องไม่หมดหวัง สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องมีคือความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหา บวกกับความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อที่จะทำให้สำเร็จ
 
ผมมีข้อแนะนำที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์เพื่อช่วยพ่อแม่เปลี่ยนใจลูกๆ ให้กลับมารักการอ่านได้ อันได้แก่
 
ค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
 
เราต้องตอบตัวเองให้ได้จริงๆว่าเหตุใดลูกจึงไม่ชอบอ่านหนังสือ เพื่อที่เราจะสามารถเข้าใจในตัวลูกและแก้ปัญหาได้ถูกต้อง โดยอาจใช้วิธีการสังเกตชีวิตประจำวันดูว่าเขามักใช้เวลาหมดไปกับการทำอะไร สังเกตดูว่าการอ่านของเขามีปัญหาหรือไม่สภาพแวดล้อมในบ้านเป็นอย่างไร
 
การสังเกตพฤติกรรมของลูกอาจทำให้ค้นพบเหตุผลที่เราอาจคิดไม่ถึงมาก่อนอาทิ
 
เด็กมีปัญหาด้านการอ่าน ไม่สามารถสะกดคำได้ซึ่งเป็นโรคชนิดหนึ่งที่พ่อแม่อาจไม่ทราบหากไม่สังเกตหากลูกมีอาการนี้ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน
 
เด็กสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อทำสิ่งใดได้นานๆเปลี่ยนพฤติกรรมบ่อย ทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับการอ่านหนังสือได้
 
ลูกติดสื่ออื่นๆ มากกว่า เช่นติดรายการโทรทัศน์ ติดการเล่นเกมออนไลน์ ติดหนังสือการ์ตูน เป็นต้น
 
สภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่เหมาะสมกับการอ่านหนังสือเช่น โต๊ะทำการบ้าน / อ่านหนังสือ อยู่ห้องเดียวกับห้องดูโทรทัศน์หรือภายในบ้านมีคนพลุกพล่านตลอดเวลา เป็นต้น
 
แก้ปัญหาด้วยความรักความเข้าใจ และความตั้งใจ
ไม่ว่าลูกจะไม่ชอบอ่านหนังสือไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตามการแก้ปัญหาควรเริ่มต้นที่ ความรัก ความเข้าใจ และตามมาด้วยความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ ดังนั้น การตำหนิ การต่อว่า การเปรียบเทียบกับพี่น้องคนอื่นการข่มขู่ หรือการลงโทษ จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้ลูกรักการอ่านแล้วยังอาจเป็นการเร่งให้เขายิ่งไม่อ่านและทำในสิ่งตรงกันข้ามเพื่อประชด
 
สิ่งที่ควรทำได้แก่
 
การเรียกมาพูดคุย เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนความคิดของลูกให้เห็นความสำคัญของการอ่านในการสื่อสารพ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่าเรารักและปรารถนาดีต่อเขา เราเข้าใจเขาไม่ใช่เรียกมาเพื่อต่อว่า อาจเริ่มต้นโดยการถามลูกตรงๆว่าเหตุใดจึงไม่ชอบอ่านหนังสือ ให้ลูกสื่อสารเหตุผลของตนเองออกมาจากนั้นเราจึงค่อยๆ สื่อสารให้ลูกเห็นความสำคัญของการอ่านที่จะมีผลดีต่อชีวิตของเขาในอนาคตโดยอาจถามต่อไปถึงเป้าหมายในอนาคตว่าเขาอยากเป็นอะไร และชี้ให้เขาเห็นว่าการที่เขาจะไปถึงเป้าหมายได้นั้นเขาจำเป็นต้องรักการอ่านอย่างไรบ้างที่สำคัญเราต้องสร้างความคาดหวังในตัวเขา ให้กำลังใจและเชื่อมั่นว่าลูกทำได้เพื่อให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเองและมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลง
 
การทำข้อตกลงร่วมกัน เมื่อลูกเริ่มเห็นคุณค่าของการอ่านแล้วเราต้องรีบฉวยโอกาสเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทันทีไม่ให้เป็นเหมือนเดิมโดยเรากับลูกช่วยกันหาวิธีการว่าจะทำเช่นไรได้บ้างเพื่อช่วยพัฒนาด้านการอ่านให้ดีขึ้น เช่น อาจเสนอว่าเราจะจัดโซนสำหรับการอ่าน ให้ลูกออกแบบเองในสไตล์ที่ชอบมีการตั้งเวลาสำหรับการอ่านอย่างเจาะจงในแต่ละวัน อาจเริ่มต้นวันละ 15-30 นาทีโดยให้ลูกทำตารางเวลามาให้ดูว่าวันไหนจะอ่านหนังสืออะไรการตั้งเวลาปิดเปิดโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ และอาจมีการตั้งเวลาเพื่อพูดคุยกันถึงสิ่งที่ลูกอ่านหรืออาจให้มีติวเตอร์มาช่วยในวิชาที่ลูกคิดว่ายากเพื่อช่วยให้ลูกเข้าใจและสนุกที่จะเรียนวิชานั้นมากขึ้น
 
การติดตามผลและการให้รางวัล การเปลี่ยนแปลงให้ลูกรักการอ่านนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาลูกอาจจะเบื่อหน่ายและอาจอยากกลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นพ่อแม่จึงควรปรับเปลี่ยนหรือหาวิธีการใหม่ๆอยู่เสมอเพื่อให้ลูกรู้สึกไม่เบื่อหน่าย และที่สำคัญพ่อแม่ต้องคอยให้กำลังใจชมเชยหรือให้รางวัลเมื่อเขาทำได้ดีขึ้น เช่น ให้รางวัลเมื่อผลการเรียนดีขึ้นเป็นต้น อีกทั้งหากพ่อแม่เป็นแบบอย่างในการรักการอ่านด้วยย่อมจะยิ่งช่วยให้ลูกรักการอ่านได้ง่ายขึ้น
 
การสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าเราอาจไม่เห็นผลใน 2 - 3 วัน แต่จะเห็นผลอย่างแน่นอนในชีวิตอนาคตของลูกเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งความรู้ ความคิด และสติปัญญา อันจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์และสืบทอดสิ่งดีให้กับสังคมรุ่นต่อไป

 

ที่มา : ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นายกสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
kriengsak@kriengsak.com,http://www.kriengsak.com
ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง