โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ (ปฐมวัย)

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น

วันที่ 03 ก.ค. 2560
ผู้เข้าชม : 228

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น


ปัจจุบันเราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น คนไทยไร้น้ำใจกันมากขึ้น โดดเดี่ยว สนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเอง ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ตัวเองได้
 
ผลประโยชน์สุดๆ ยิ่งยุคดิจิตอล สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต ไอโฟน ไอแพด อะไรก็ไอ ไอ ไอ ( I ) คือฉันเท่านั้น ไม่ต้องคิดถึงคนอื่น ได้ยินบ่อยๆ จากคนที่เดินทางโดยรถเมล์ รถไฟฟ้า ว่าบางคนนั่งเล่นอยู่แต่โทรศัพท์มือถือ ผู้ชาย 4-5 คน แข็งแรงทั้งนั้น แต่พอคนแก่ขึ้นมาไม่มีที่นั่ง ทำเป็นมองไม่เห็น จนนักเรียน  ผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องลุกให้นั่ง และข่าวเด็กโตรังแกเด็กตัวเล็กกว่าในโรงเรียนก็ยังคงปรากฏอยู่
 
ครั้นแล้วทางบริษัทรักลูกคงเห็นสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก จึงให้หมอและคุณหมอคคนางณ์ จันทรภักดี ช่วยพูดเรื่องนี้ที่โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ เรื่อง Humanity และ Empathy ในเด็กว่าจะมีวิธีดูแลเลี้ยงลูกอย่างไรให้สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุข มีเมตตาต่อกันดังอดีต
 
มีการวิจัยในสหรัฐฯ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนว่า นักศึกษาปัจจุบันมี empathy (ความเข้าใจในความรู้สึกผู้อื่น) และ altruism (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) น้อยลงร้อยละ 40 เทียบกับอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน ซึ่งในบ้านเราเองก็มีการศึกษาของหลายสถาบันพบว่า เด็กไทยยุคนี้สนใจแต่เรื่องตนเองและพรรคพวก บางกลุ่มยิ่งเรียนดี คะแนนดี วิชาการแจ๋ว แต่จิตอาสาและจิตสาธารณะกลับมีน้อย แม้จะเห็นปรากฏการณ์ดีๆ ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ของกลุ่มจิตอาสา แต่พอพ้นวิกฤตก็กลับมาเครียดๆ กันอีกเหมือนเดิม
 
และถึงบ้านเมืองเราจะติดอันดับหลายเรื่อง เช่น กรุงเทพมหานครเป็น megacity ที่ใครๆ ก็อยากมาเที่ยว แต่คนไทยเองไม่สามารถดำรงวัฒนธรรมไทยว่าคนไทยใจดีและมีความเมตตาต่อกันไว้ คนไทยจะขาดความสุขและสวัสดิภาพจากการไร้น้ำใจ
 
ดังนั้นการเลี้ยงจึงดูสำคัญที่สุด แม้บางคนจะบอกว่า “เลี้ยงได้แต่กาย ใจเป็นของลูกเอง” แต่จริงๆ แล้ว จิตซึ่งสั่งสมองและสมองสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหวทางกาย วาจา ฉะนั้นจิตที่สะสมสิ่งดีสิ่งร้ายล้วนแต่เรียนรู้ได้จากการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ผู้ใหญ่ และตัวอย่างที่เด็กได้พบเห็น เราจะสั่งให้ลูกเป็นคนดีมีจริยธรรมไม่ได้ แต่เราสอนให้เขาเป็นได้ บทบาทพ่อแม่จึงสำคัญมาก ดังจะกล่าวต่อไปนี้
 
1. พ่อแม่ต้องมีเมตตาต่อกัน มีพรหมวิหารสี่ เมตตาคือ ปรารถนาดีต่อกัน กรุณา คือ ความสงสาร เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มุทิตา เมื่อใครได้รับสิ่งที่ดีก็ร่วมยินดีด้วยอย่างจริงใจ อุเบกขา บางครั้งมีอะไรผิดพลาดก็ให้เขาแก้ไขได้ด้วยตัวเองถ้าพ่อแม่ปฏิบัติตัวต่อกันเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก (ยากลำบากก็ไม่บ่นว่ากัน ช่วยกันแก้ไข) มีอะไรปรึกษาหารือกัน ขัดแย้งกันก็พูดจากันดีๆ มีปิยวาจา และกัลยาณมิตรต่อกัน ลูกจะเห็นบทบาทนี้ แม่ทำงานบ้านหนักพ่อเข้ามาช่วย พ่อเจ็บป่วยแม่ก็ช่วยดูแล รวมทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พ่อแม่ไม่เคยละทิ้งดูแลท่านอย่างดี เด็กก็จะซึมซับจากตัวอย่างที่เขาเห็นทั้ง หู ตา จมูก กาย ใจ ดูไว้เป็นแบบอย่าง เขาจะเป็นเด็กดีและดูแลเรายามแก่เฒ่าหรือเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่แล้งน้ำใจ และจะดีต่อผู้อื่นด้วย ถ้าพ่อแม่ฝึกอบรมและชื่นชมเมื่อเขาปฏิบัติดี ใครทำไม่ดีก็บอกลูกอย่าเอาตัวอย่างค่ะ
 
2. เริ่มให้ลูกสัมผัสและรับรู้ความรัก ความห่วงใย ใส่ใจต่อลูกตั้งแต่หลังคลอด โดยเฉพาะการได้นมแม่ เด็กจะได้ทั้งอุ่นกายอุ่นใจ มีสวัสดิภาพ เพราะแม่จะตอบสนองทันทีต่อความต้องการของเด็กทั้งกายใจ เด็กที่ได้ความรักความเมตตาเขาก็พร้อมจะมีความรักความเมตตาต่อผู้อื่น และมองโลกในแง่ดี แม่ที่พูดจาไพเราะต่อลูก มีความอ่อนโยน ลูกก็จะปฏิบัติตอบจนเกิดเป็นบุคลิกที่ดีงาม เป็นที่นิยมนับเป็นเสน่ห์ที่ใครๆ ต่างก็จะรักเขาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก เขาจะพัฒนาทั้งกายและใจ นับเป็นพื้นฐานสำคัญในช่วงแรกของชีวิตเบบี้ของเขาค่ะ เมื่อเด็กค่อยๆ โตขึ้น สมองจะพัฒนาทั้งซีกซ้ายและซีกขวา  ด้านขวาจะพัฒนาด้านจิตใจ ความเห็นอกเห็นใจ จินตนาการ การสร้างเสริมบุคลิกภาพ  ด้านซ้ายนั้นมีคนพูดกันบ่อยมากจนหมอไม่ต้องกล่าวถึงแล้วเพราะเรามักไปเน้นเรื่องการเรียนรู้ พัฒนาการด้านการศึกษา มุ่งให้ลูกเก่งเป็นอัจฉริยะ รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งเน้นแต่การเรียนรู้ เนื้อหาวิชาการซึ่งเป็นสมองซีกซ้ายอย่างเดียว ทั้งที่ความจริงเราต้องใช้สมองทั้ง 2 ซีก ซ้ายขวาในการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมจึงจะถูกต้องมากกว่า
 
3. พ่อแม่ไม่ควรกดดันลูก เพราะเด็กที่มีความกดดัน พ่อแม่ลำเอียง รักลูกไม่เท่ากัน ครอบครัวไม่มีความสุข ถูกบังคับด้วยกาย วาจา ใจ ถูกสกัดกั้นความคิด ให้อยู่แต่ในกรอบแคบๆ ไม่ให้เด็กเรียนรู้มีความสุขตามประสา เด็กจะมีความกดดันและรู้สึกโกรธพ่อแม่อยู่ลึกๆ ทำให้เขาเป็นเด็กที่เห็นอกเห็นใจคนอื่นยาก ยิ่งถ้าถูกทำโทษ หรือดุด่าบ่อยๆ จะมีความโกรธจนมองว่าโลกไม่ยุติธรรมสำหรับเขา ทำไมเขาต้องโดนแบบนี้ ก็จะยิ่งทำให้เขาเป็นเด็กที่สงสารหรือเห็นอกเห็นใจคนอื่นค่อนข้างยาก แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะต้องตามใจลูกจนสุดโต่งอีกเช่นกัน แต่เมื่อทำผิดก็ต้องมีเหตุผลให้เขามีได้โอกาสแก้ตัวหรือให้เขาเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่ได้โกรธเกลียดลูก แต่การกระทำนั้นไม่ถูกต้อง และพ่อแม่เสียใจด้วย ควรพูดจากันดีๆ สองต่อสอง ไม่ด่าว่าต่อหน้าพี่น้องหรือคนอื่นๆ และเมื่อลูกทำความดี พ่อแม่กล่าวชมเชยลูก เขาจะภูมิใจและทำความดีซ้ำๆ อีก จนเป็นลักษณะประจำตัว
 
   มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมอง (Neuroscience) พบว่า คนที่ปฏิบัติดี คิดดี พูดจาดี ทำดี จะมีเส้นใยประสาทเชื่อมโยงถึงกัน ยิ่งทำบ่อยๆ จะยิ่งดีต่อสมอง ทั้งยังช่วยให้เป็นคนจิตใจดี พูดจาดี แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าโมโหโทโส ด่าทอ ขว้างปาข้าวของ ลงมือลงเท้า ทำประจำก็จะติดเป็นนิสัยและใยประสาททางชั่วร้ายก็จะพัฒนา จนเป็นผู้ใหญ่ที่ไปไหนก็มีแต่คนเบือนหน้าหนี เพราะเสียงด่าดังลั่นก่อนตัวปรากฏ เพราะฉะนั้นนิสัยที่ดีงามฝึกได้ตั้งแต่เล็กๆ โดยผู้ใหญ่ใจดีไม่ละเลยที่จะแนะนำสิ่งดีๆ ให้แก่เด็ก Empathy เป็นความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจกัน นับเป็นก้าวสำคัญแห่งมนุษยสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ (human interaction)

ที่มา : http://www.rakluke.com/clinic-rakluke/12/57/1714/เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี-มีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น-1
ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง